วันเสาร์ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2555

อนุทิน 3 3/1/2555

ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ "การบริหารจัดการ" ประกอบด้วย 4 M
Man : บุคคล ,  Mangement : การจัดการ
Money : เงินทุน , Material : วัตถุดิบ
แต่ในปัจจุบันนี้ แค่ 4 M อาจจะไม่พอแล้วจะต้องมรส่วนผสมอื่นเพิ่มเข้ามาอีก
คำว่าองค์การ กับองค์กร แตกต่างกันที่ องค์การคือศูนย์กลางของกิจการที่ประกอบกันขึ้นเป็นหน่วยใหญ่ แต่องค์กร เป็นส่วนประกอบของหน่วยใหญ่ ที่ทำหน้าที่สัมพันธ์กันหรือขึ้นตรงต่อกัน
ใน MIS มีจะมีกระบวนการ รับข้อมูลเข้า เรียกว่า input แล้วประมวลผลข้อมูล เรียกว่า Process และได้ผลผลิต เป็น output 
ประเภทของการประมวลผล
ลักษณะของการดำเนินงานประมวลผล
1.Manual Data processing มนุษย์เป็นหลักในการดำเนินงานทั้งหมด
2. Electronic Data processing , Automated Data processing  เป็นการประมวลผลแบบอัตโนมัติควบคุมหน่วยประมวลผลกลาง
ช่วงเวลาในการประมวลผล มี 3 แบบ แล้วแต่จะเลือกใช้
1.การประมวลผลแบบ แบทซ์ เป้นการเก็บข้อมูลทีละมากๆ แล้วมาประมวลผลที่หลังครั้งเดียว
2.การประมวลผลแบบ ออนไลท์ เป็นการประมวลผลทันทีที่รับข้อมูลเข้า เช่น เครื่อง ATM
3.การประมวลผลแบบ เรียวไทม์ เป็นการประมวลผลทันทีที่เกิดข้อมูล โดยคอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์ต่อพ่วง โดยมนุษย์ไม่ต้องป้อนข้อมูล
นวัตกรรมระบบสารสนเทศแบ่งออกได้ 3 ระยะ
1.ประดิษฐ์คิดค้น
2.การพัฒนา
3.นำระบบสารสนเทศไปใช้
การจัดการแนวใหม่ในยุคสารสนเทศ
1.ต้องมีระบบการจัดการที่ดี
2.มีการจัดการดครงสร้างที่คล้อมตัว โดยมี IT ช่วยในการสับสนุนการบริหาร
3.การเสริมอำนาจคนงานให้มีประสิทธิภาพในการแข่งขันโดยพัฒนาทักษะ ให้กับพนักงาน
ระบบสารสนเทศในองค์กร
1. ระบบสารสนเทศประมวลผลรายการการเปลี่ยนแปลง (Transaction Processing Systems: TPS)
บุคคลระดับปฏิบัติการนำข้อมูลมาตรวจสอบ ก่อนนำเข้าสู้ระบบสารสนเทศ
 2. ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ (Management Information System: MIS) ผู้บริหารระดับต้นนำสารสนเทศมาใช้
3.  ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ (Decision Support Systems: DSS) ผู้บริหารระดับต้นและระดับกลางนำข้อมูลมาใช้วิเคราะห์แล้วส่งต่อให้ผู้บริหาร
4. ระบบสารสนเทศสำหรับผู้บริหารระดับสูง (Executive Information Systems: EIS หรือ Executive Support Systems: ESS)
5. ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) และระบบผู้เชี่ยวชาญ (Expert Systems: ES)รวมภูมิปัญญาขององค์กร
6. ระบบสารสนเทศสำนักงาน (Office Information Systems: OIS) อาศัยสำนักงานอัตโนมัติ ในการทำงานร่วมกับ อุปกรณ์พ่วง คอมพิวเตอร์

การบริหารสถานศึกษาอาชีว มีภารกิจหลักดังนี้
1.บริหารงานบุคลากร :นำข้อมูลสารสนเทศมาทำฐานข้อมูล
2.บริหารงานธุรการ   : จัดทำเอกสารอิเล็กทรอนิกส์
3.บริหารงานการเงินและการบัญชี : ช่วยทำงานบัยชี เช่นระบบบัยชี 3 มิติ
4.บริหารงานวิชาการ : จัดตารางสอน ข้อมูลนักเรียน ระบบบริหารวิชาการศึกษา
บริหารงานแผนและประกันสุขภาพ : ประกันคุณภาพ

    การเรียนในวันนี้ทำให้รู้จักระบบการจัดการสาารสนเทศมากยิ่งขึ้นอีกทั้งยังได้เห็นถึงกระบวนการนำไปใช้งาน ในการจัดการศึกษา และเข้าใจในกระบวนการจัดการยุคสารสนเทศ  และการนำสารสนเทสไปใช้ในระดับบุคคลต่างๆ
    การเรียนในวันนี้อาจารย์ สรุปเนื้อหาได้ชัดเจนมากเห็นภาพชัดเจน มีการสอดแทรงองค์ความรู้ในเรื่องต่างๆให้เข้ากับเนื้อหา พร้อมทั้งยกตัวอย่างทำให้ผู้เรียนเข้าใจมากยิ่งขึ้น

การบ้าน
แนวคิดทฤษฎีอาชีวศึกษา Prosser's Sixteen Theorems ของ Charles A. Prosser (1925)

1. ต้องจัดสภาพแวดล้อมการเรียนการสอนให้เหมือนกับสถานที่ทำงานจริง
2. ต้องสอนกระบวนการ การใช้เครื่องมือและเครื่องจักร ให้เหมือนกับที่ใช้ในการทำงานจริง และผู้สอนต้องมีประสบการณ์ในการทำงานนั้นมาก่อน
3. ต้อง ฝึกฝนให้ผู้เรียนมีอุปนิสัยการคิดแก้ปัญหาอย่างมีระบบ และมีทักษะการปฏิบัติที่ถูกต้องเหมาะสมกับแต่ ละสาขาอาชีพ โดยควรคำนึงถึงระยะเวลาในการฝึกฝนที่เพียงพอกับการสร้างอุปนิสัยดังกล่าว
4. ต้อง คำนึงถึงความสนใจ ความถนัด เชาว์ปัญญาของผู้เรียนแต่ละคนและส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาศักยภาพของ ตนเองได้สูงสุดตามความสามารถของแต่ละคน
5. ควรมุ่งเฉพาะกลุ่มผู้สนใจจริง หรือกลุ่มผู้ที่มีความสามารถใช้วิชาชีพนั้นๆ ที่ได้เรียนมาในการพัฒนางานอาชีพของตนเองได้
6. ต้องฝึกฝนทักษะอาชีพบ่อยๆ และมากเพียงพอที่จะสร้างอุปนิสัยการคิดแก้ปัญหา และทักษะพื้นฐานที่จำเป็นต่อการทำงานในสายงานอาชีพ
7.  ผู้สอนควรมีประสบการณ์การท างานจริงมาก่อนในสาขาอาชีพที่ตนสอน ทั้งด้านทักษะการปฏิบัติ และความรู้
8. ต้องสามารถสร้างคนให้มีความสามารถ บุคลิกภาพ และคุณธรรมที่สอดคล้องกับความต้องการของนายจ้างและตลาดแรงงานบทที่ 2 ระบบสารสนเทศในองค์กร 35
9. ต้องคำนึงถึงความต้องการของตลาดแรงงาน สังคมและชุมชนเป็นหลัก ถึงแม้ว่าการฝึกอบรมอาชีพบางประเภทจะมีความน่าสนใจ
10. ต้องฝึกฝนทักษะวิชาชีพให้กับผู้เรียนอาชีวศึกษาตามสภาพที่เป็นจริง ไม่ควรฝึกด้วยแบบฝึกหัดจำลอง
11. ต้องให้ข้อมูล ความรู้ที่เชื่อถือได้สำหรับการฝึกฝนอาชีพ และต้องมาจากประสบการณ์ของผู้รอบรู้ในอาชีพนั้น ๆ เท่านั้น
12. ควร คำนึงถึงเนื้อหาวิชาต่าง ๆ ที่นำมาสอน ต้องให้สอดคล้องและใช้ประโยชน์ได้ในสาขาอาชีพนั้น ๆ เนื่องจากในทุก ๆ สาขาอาชีพต่างมีเนื้อหาความรู้เฉพาะ
13.  ควร จัดการศึกษาให้ตรงกับตามความต้องการของแต่ละคน หรือแต่ละกลุ่มในช่วงเวลาที่เขาต้องการ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ทันต่อความ ต้องการ ซึ่งจะส่งผลดีโดยรวมต่อสังคม
14. ควร ให้ความสำคัญกับความสนใจ ความถนัด และความสามารถของแต่ ละคน ที่เหมาะสมกับการเรียนในแต่ ละสาขาอาชีพ มากกว่าระดับคะแนน หรือระดับไอคิวของผู้เรียน และควรมีกระบวนการแนะแนวที่เหมาะสม
15.  ควร มีความยืดหยุ่นสำหรับโครงสร้างของเนื้อหาหลักสูตร และการสอน ไม่ควรยึดโครงสร้างที่ตายตัวและไม่ ปรับตัว เพราะสาขาอาชีพและเทคโนโลยีจะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
16. ควร มีความพร้อมของงบประมาณที่เพียงพอต่อการจัดการศึกษาเนื่องจากต้องใช้ต้นทุน ต่อหัวของผู้เรียนอาชีวศึกษาสูงกว่าการศึกษาขั้นพื้นฐานมาก และเน้นผลิตคนให้มีคุณภาพ มิฉะนั้นจะเป็นการลงทุนที่ไม่คุ้มค่า
ที่มา www.oocities.org/voed45/prosser_16_theorems.ppt

แยกเป็น Input  Process Output 




Input  
5. ควรมุ่งเฉพาะกลุ่มผู้สนใจจริง หรือกลุ่มผู้ที่มีความสามารถใช้วิชาชีพนั้นๆ ที่ได้เรียนมาในการพัฒนางานอาชีพของตนเองได้ 
7.  ผู้สอนควรมีประสบการณ์การทำงานจริงมาก่อนในสาขาอาชีพที่ตนสอน ทั้งด้านทักษะการปฏิบัติ และความรู้
13.  ควร จัดการศึกษาให้ตรงกับตามความต้องการของแต่ละคน หรือแต่ละกลุ่มในช่วงเวลาที่เขาต้องการ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ทันต่อความ ต้องการ ซึ่งจะส่งผลดีโดยรวมต่อสังคม
14. ควร ให้ความสำคัญกับความสนใจ ความถนัด และความสามารถของแต่ ละคน ที่เหมาะสมกับการเรียนในแต่ ละสาขาอาชีพ มากกว่าระดับคะแนน หรือระดับไอคิวของผู้เรียน และควรมีกระบวนการแนะแนวที่เหมาะสม

15.  ควร มีความยืดหยุ่นสำหรับโครงสร้างของเนื้อหาหลักสูตร และการสอน ไม่ควรยึดโครงสร้างที่ตายตัวและไม่ ปรับตัว เพราะสาขาอาชีพและเทคโนโลยีจะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

Process 
1. ต้องจัดสภาพแวดล้อมการเรียนการสอนให้เหมือนกับสถานที่ทำงานจริง
2. ต้องสอนกระบวนการ การใช้เครื่องมือและเครื่องจักร ให้เหมือนกับที่ใช้ในการทำงานจริง และผู้สอนต้องมีประสบการณ์ในการทำงานนั้นมาก่อน
3. ต้อง ฝึกฝนให้ผู้เรียนมีอุปนิสัยการคิดแก้ปัญหาอย่างมีระบบ และมีทักษะการปฏิบัติที่ถูกต้องเหมาะสมกับแต่ ละสาขาอาชีพ โดยควรคำนึงถึงระยะเวลาในการฝึกฝนที่เพียงพอกับการสร้างอุปนิสัยดังกล่าว
4. ต้อง คำนึงถึงความสนใจ ความถนัด เชาว์ปัญญาของผู้เรียนแต่ละคนและส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาศักยภาพของ ตนเองได้สูงสุดตามความสามารถของแต่ละคน

6. ต้องฝึกฝนทักษะอาชีพบ่อยๆ และมากเพียงพอที่จะสร้างอุปนิสัยการคิดแก้ปัญหา และทักษะพื้นฐานที่จำเป็นต่อการทำงานในสายงานอาชีพ
9. ต้องคำนึงถึงความต้องการของตลาดแรงงาน สังคมและชุมชนเป็นหลัก ถึงแม้ว่าการฝึกอบรมอาชีพบางประเภทจะมีความน่าสนใจ
10. ต้องฝึกฝนทักษะวิชาชีพให้กับผู้เรียนอาชีวศึกษาตามสภาพที่เป็นจริง ไม่ควรฝึกด้วยแบบฝึกหัดจำลอง
11. ต้องให้ข้อมูล ความรู้ที่เชื่อถือได้สำหรับการฝึกฝนอาชีพ และต้องมาจากประสบการณ์ของผู้รอบรู้ในอาชีพนั้น ๆ เท่านั้น
12. ควร คำนึงถึงเนื้อหาวิชาต่าง ๆ ที่นำมาสอน ต้องให้สอดคล้องและใช้ประโยชน์ได้ในสาขาอาชีพนั้น ๆ เนื่องจากในทุก ๆ สาขาอาชีพต่างมีเนื้อหาความรู้เฉพาะ


Output
8. ต้องสามารถสร้างคนให้มีความสามารถ บุคลิกภาพ และคุณธรรมที่สอดคล้องกับความต้องการของนายจ้างและตลาดแรงงานบทที่ 2 ระบบสารสนเทศในองค์กร 35
16. ควร มีความพร้อมของงบประมาณที่เพียงพอต่อการจัดการศึกษาเนื่องจากต้องใช้ต้นทุน ต่อหัวของผู้เรียนอาชีวศึกษาสูงกว่าการศึกษาขั้นพื้นฐานมาก และเน้นผลิตคนให้มีคุณภาพ มิฉะนั้นจะเป็นการลงทุนที่ไม่คุ้มค่า


กฏหมายเกี่ยวกับการประกันคุนภาพการศึกษา

มาตรา 47 วรรคสอง แห่ง พระราชบัญญัติ การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และ มาตรา 74 แห่ง พระราชบัญญัติ การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พระราชบัญญัติ การศึกษาแห่งชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการออกกฎกระทรวงไว้ ดังต่อไปนี้

หมวด 1 ระบบการประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา
ข้อ 2 ให้สถานศึกษาจัดให้มีระบบการประกันคุณภาพการศึกษาในสถานศึกษา เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ผู้เกี่ยวข้องว่าผู้เรียนทุกคนจะได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพจากสถานศึกษา เพื่อการพัฒนาความรู้ความสามารถ และคุณลักษณะที่พึงประสงค์ตามมาตรฐานการศึกษาที่กำหนดในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างเต็มศักยภาพ
ระบบการประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา เป็นส่วนหนึ่งของการบริหารการศึกษา ซึ่งเป็นกระบวนการพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่อง ประกอบด้วย
(1) การจัดระบบบริหารและสารสนเทศ
(2) การพัฒนามาตรฐานการศึกษา
(3) การจัดทำแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษา
(4) การดำเนินงานตามแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษา
(5) การตรวจสอบและทบทวนคุณภาพการศึกษา
(6) การประเมินคุณภาพการศึกษา
(7) การรายงานคุณภาพการศึกษาประจำปี
(8) การผดุงระบบการประกันคุณภาพการศึกษา
การดำเนินการตามวรรคสอง ให้สถานศึกษายึดหลักการมีส่วนร่วมของชุมชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยการส่งเสริม สนับสนุน และกำกับดูแลของหน่วยงานต้นสังกัด

ที่มา  http://www.kodmhai.com/Kkat/NKkat/Nkkat-9/New1/N4.html#t2






ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น