วันจันทร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2555

อนุทิน 5

ประเภทของคอมพิวเตอร์
แบ่งตามลักษณะข้อมูล
         คอมพิวเตอร์แบบแอนะล็อก (Analog Computer)
    หมายถึง เครื่องมือประมวลผลข้อมูลที่อาศัยหลักการวัด (Measuring Principle) ทำงานโดยใช้ข้อมูลที่มีการเปลี่ยนแปลงแบบต่อเนื่อง (Continuous Data) แสดงออกมาในลักษณะสัญญาณที่เรียกว่า Analog Signal เครื่องคอมพิวเตอร์ประเภทนี้มักแสดงผลด้วยสเกลหน้าปัทม์ และเข็มชี้ เช่น การวัดค่าความยาว โดยเปรียบเทียบกับสเกลบนไม้บรรทัดการวัดค่าความร้อนจากการขยายตัวของปรอทเปรียบเทียบกับสเกลข้างหลอดแก้ว
นอกจากนี้ยังมีตัวอย่างของ Analog Computer ที่ใช้การประมวลผลแบบเป็นขั้นตอน เช่น เครื่องวัดปริมาณการใช้น้ำด้วยมาตรวัดน้ำ ที่เปลี่ยนการไหลของน้ำให้เป็นตัวเลขแสดงปริมาณ อุปกรณ์วัดความเร็วของรถยนต์ในลักษณะเข็มชี้ หรือเครื่องตรวจคลื่ยสมองที่แสดงผลเป็นรูปกราฟ เป็นต้น
          คอมพิวเตอร์แบบดิจิทัล (Digital Computer)
    ซึ่งก็คือคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการทำงานทั่วๆ ไปนั่นเอง เป็นเครื่องมือประมวลผลข้อมูลที่อาศัยหลักการนับทำงานกับข้อมูลที่มีลักษณะการเปลี่ยนแปลงแบบไม่ต่อเนื่อง (Discrete Data) ในลักษณะของสัญญาณไฟฟ้า หรือ Digital Signal อาศัยการนับสัญญาณข้อมูลที่เป็นจังหวะด้วยตัวนับ (Counter) ภายใต้ระบบฐานเวลามาตรฐาน ทำให้ผลลัพธ์เป็นที่น่าเชื่อถือ ทั้งสามารถนับข้อมูลให้ค่าความละเอียดสูง เช่นแสดงผลลัพธ์เป็นทศนิยมได้หลายตำแหน่ง เป็นต้น เนื่องจาก Digital Computer ต้องอาศัยข้อมูลที่เป็นสัญญาณไฟฟ้า (มนุษย์สัมผัสไม่ได้) ทำให้ไม่สามารถรับข้อมูลจากแหล่งข้อมูลต้นทางได้โดยตรง จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนข้อมูลต้นทางที่รับเข้า (Analog Signal) เป็นสัญญาณไฟฟ้า (Digital Signal) เสียก่อน เมื่อประมวลผลเรียบร้อยแล้วจึงเปลี่ยนสัญญาณไฟฟ้ากลับไปเป็น Analog Signal เพื่อสื่อความหมายกับมนุษย์ต่อไป
โดยส่วนประกอบสำคัญที่เรียกว่า ตัวเปลี่ยนสัญญาณข้อมูล (Converter) คอยทำหน้าที่ในการเปลี่ยนรูปแบบของสัญญาณข้อมูล ระหว่าง Digital Signal กับ Analog Signal
         คอมพิวเตอร์แบบลูกผสม (Hybrid Computer)
    เครื่องประมวลผลข้อมูลที่อาศัยเทคนิคการทำงานแบบผสมผสาน ระหว่าง Analog Computer และ Digital Computer โดยทั่วไปมักใช้ในงานเฉพาะกิจ โดยเฉพาะงานด้านวิทยาศาสตร์ เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ในยานอวกาศ ที่ใช้ Analog Computer ควบคุมการหมุนของตัวยาน และใช้ Digital Computer ในการคำนวณระยะทาง เป็นต้น
การทำงานแบบผสมผสานของคอมพิวเตอร์ชนิดนี้ ยังคงจำเป็นต้องอาศัยตัวเปลี่ยนสัญญาณ (Converter) เช่นเดิม

วัตถุประสงค์การใช้งาน

         1.ใช้งานทั่วไป หมายถึง เครื่องประมวลผลข้อมูลที่มีความยืดหยุ่นในการทำงาน (Flexible) โดยได้รับการออกแบบให้สามารถประยุกต์ใช้ในงานประเภทต่างๆ ได้โดยสะดวกโดยระบบจะทำงานตามคำสั่งในโปรแกรมที่เขียนขึ้นมาและเมื่อผู้ใช้ต้องการให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานอะไรก็เพียงแต่ออกคำสั่งเรียกโปรแกรมที่เหมาะสมเข้ามาใช้งานโดยเราสามารถเก็บโปรแกรมไว้หลายโปรแกรมในเครื่องเดียวกันได้ เช่นในขณะหนึ่งเราอาจใช้เครื่องนี้ในงานประมวลผลเกี่ยวกับระบบบัญชีและในขณะหนึ่งก็สามารถใช้ในการออกเช็คเงินเดือนได้ เป็นต้น
 ใช้งานหลายด้านในเครื่องเดียว เช่น งานเอกสาร งานกราฟฟิค
       2.ใช้ได้เฉพาะทาง   หมายถึง เครื่องประมวลผลข้อมูลที่ถูกออกแบบตัวเครื่องและโปรแกรมควบคุมให้ทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นการเฉพาะ (Inflexible) โดยทั่วไปมักใช้ในงานควบคุมหรืองานอุตสาหกรรมที่เน้นการประมวลผลแบบรวดเร็วเช่นเครื่องคอมพิวเตอร์ควบคุมสัญญาณไฟจราจร คอมพิวเตอร์ควบคุมลิฟท์หรือคอมพิวเตอร์ควบคุมระบบอัตโนมัติในรถยนต์ เป็นต้น เฉพาะในงานด้านใดด้านหนึ่ง เช่น ATM
ขนาดของคอมพิวเตอร์
  ประเภทของคอมพิวเตอร์ตามความสามารถของระบบ    จำแนกออกได้เป็น 4 ชนิด โดยพิจารณาจาก ความสามารถในการเก็บข้อมูล และ ความเร็วในการประมวลผล เป็นหลัก ดังนี้
            ซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ (Super Computer)
   หมายถึงเครื่องประมวลผลข้อมูลที่มีความสามารถในการประมวลผลสูงที่สุดโดยทั่วไปสร้างขึ้นเป็นการเฉพาะเพื่องานด้านวิทยาศาสตร์ที่ต้องการการประมวลผลซับซ้อนและต้องการความเร็วสูง เช่น งานวิจัยขีปนาวุธ งานโครงการอวกาศสหรัฐ (NASA) งานสื่อสารดาวเทียม หรืองานพยากรณ์อากาศ เป็นต้น
            เมนเฟรมคอมพิวเตอร์ (Mainframe Computer)
   หมายถึงเครื่องประมวลผลข้อมูลที่มีส่วนความจำและความเร็วน้อยลงสามารถใช้ข้อมูลและคำสั่งของเครื่องรุ่นอื่นในตระกูล (Family) เดียวกันได้โดยไม่ต้องดัดแปลงแก้ไขใดๆ นอกจากนั้นยังสามารถทำงานในระบบเครือข่าย (Network) ได้เป็นอย่างดี โดยสามารถเชื่อมต่อไปยังอุปกรณ์ที่เรียกว่า เครื่องปลายทาง (Terminal) จำนวนมากได้ สามารถทำงานได้พร้อมกันหลายงาน (Multi Tasking) และใช้งานได้พร้อมกันหลายคน (Multi User) ปกติเครื่องชนิดนี้นิยมใช้ในธุรกิจขนาดใหญ่มีราคาตั้งแต่สิบล้านบาทไปจนถึงหลายร้อยล้านบาทตัวอย่างของเครื่องเมนเฟรมที่ใช้กันแพร่หลายก็คือ คอมพิวเตอร์ของธนาคารที่เชื่อมต่อไปยังตู้ ATM และสาขาของธนาคารทั่วประเทศนั่นเอง

            มินิคอมพิวเตอร์ (Mini Computer)

   ธุรกิจและหน่วยงานที่มีขนาดเล็กไม่จำเป็นต้องใช้คอมพิวเตอร์ขนาดเมนเฟรมซึ่งมีราคาแพงผู้ผลิตคอมพิวเตอร์จึงพัฒนาคอมพิวเตอร์ให้มีขนาดเล็กและมีราคาถูกลง เรียกว่าเครื่องมินิคอมพิวเตอร์โดยมีลักษณะพิเศษในการทำงานร่วมกับอุปกรณ์ประกอบรอบข้างที่มีความเร็วสูงได้มีการใช้แผ่นจานแม่เหล็กความจุสูงชนิดแข็ง (Harddisk) ในการเก็บรักษาข้อมูลสามารถอ่านเขียนข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว หน่วยงานและบริษัทที่ใช้คอมพิวเตอร์ขนาดนี้ ได้แก่ กรม กอง มหาวิทยาลัย ห้างสรรพสินค้า โรงแรม โรงพยาบาล และโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ

            ไมโครคอมพิวเตอร์ (Micro Computer)
   หมายถึงเครื่องประมวลผลข้อมูลขนาดเล็กมีส่วนของหน่วยความจำและความเร็วในการประมวลผลน้อยที่สุดสามารถใช้งานได้ด้วยคนเดียว จึงมักถูกเรียกว่า คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (Personal Computer : PC)
ปัจจุบัน ไมโครคอมพิวเตอร์มีประสิทธิภาพสูงกว่าในสมัยก่อนมากอาจเท่ากับหรือมากกว่าเครื่องเมนเฟรมในยุคก่อน นอกจากนั้นยังราคาถูกลงมากดังนั้นจึงเป็นที่นิยมใช้มาก ทั้งตามหน่วยงานและบริษัทห้างร้าน ตลอดจนตามโรงเรียนสถานศึกษา และบ้านเรือนบริษัทที่ผลิตไมโครคอมพิวเตอร์ออกจำหน่ายจนประสบความสำเร็จเป็นบริษัทแรก คือบริษัทแอปเปิลคอมพิวเตอร์

    เครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ จำแนกออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ
1.    แบบติดตั้งใช้งานอยู่กับที่บนโต๊ะทำงาน (Desktop Computer)
2.    แบบเคลื่อนย้ายได้ (Portable Computer) สามารถพกพาติดตัวอาศัยพลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่จากภายนอก ส่วนใหญ่มักเรียกตามลักษณะของการใช้งานว่า Laptop Computer หรือ Notebook Computer

องค์ประกอบของสารสนเทศ
     ฮาทแวร์ เป็นเครื่องมือที่ช่วยในการจัดการสารสนเทศ คอมพิวเตอร์ช่วยประมวลผล คัดเลือก คำนวณ หรือพิมพ์รายงาน ผลตามที่ต้องการ คอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์ที่ทำงานได้รวดเร็ว มีความแม่นยำในการทำงาน และทำงานได้ต่อเนื่อง คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่าง ๆ จึงเป็นองค์ประกอบหนึ่งของระบบสารสนเทศ
    ซอฟต์แวร์ คือลำดับขั้นตอนคำสั่งให้เครื่องคอมพิวเตอร์ ทำงานตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้ ซอฟต์แวร์ จึงหมายถึงชุดคำสั่งที่เรียง เป็นลำดับขั้นตอนสั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงานตามต้องการ และประมวลผลเพื่อให้ได้สารสนเทศที่ต้องการ
    ข้อมูล เป็นวัตถุดิบที่ทำให้เกิดสารสนเทศ ข้อมูลที่เป็นวัตถุดิบจะต่างกัน ขึ้นกับสารสนเทศที่ต้องการ เช่น ในสถานศึกษามักจะต้องการ สารสนเทศที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลนักเรียน ข้อมูลผลการเรียน ข้อมูลอาจารย์ ข้อมูลการใช้จ่ายต่าง ๆ ข้อมูลเป็นสิ่งที่สำคัญประการหนึ่งที่มีบทบาทต่อการให้เกิด สารสนเทศ
     บุคลากร เป็นส่วนประกอบที่สำคัญ เพราะบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถ และเข้าใจวิธีการให้ได้มาซึ่งสารสนเทศ จะเป็นผู้ดำเนินการ ในการทำงานทั้งหมด
 บุคลากรจึงต้องมีความรู้ความเข้าใจในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ บุคลากรภายในองค์กรเป็นส่วนประกอบที่จะทำให้เกิด ระบบสารสนเทศด้วยกันทุกคน เช่น ร้านขายสินค้าแห่งหนึ่ง บุคลากรที่ดำเนินการในร้านค้าทุกคน ตั้งแต่ผู้จัดการถึงพนักงานขาย เป็นส่วนประกอบที่จะทำให้เกิดสารสนเทศได้
    ขั้นตอนการปฏิบัติ เป็นระเบียบวิธีการปฏิบัติงานในการจัดเก็บรักษาข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบที่จะทำให้เป็นสารสนเทศได้ เช่น กำหนดให้ มีการป้อนข้อมูลทุกวัน ป้อนข้อมูลให้ทันตามกำหนดเวลา มีการแก้ไขข้อมูลให้ถูกต้องอยู่เสมอ กำหนดเวลาในการประมวลผล การทำรายงาน การดำเนินการ ต่าง ๆ ต้องมีขั้นตอน หากขั้นตอนใดมีปัญหาระบบก็จะมีปัญหาด้วย เพราะทุกขั้นตอนมีผลต่อระบบสารสนเทศ
     การสื่อสารข้อมูลและระบบเครือข่าย
การนำคอมพิวเตอร์มาเชื่อมต่อกันเป็นระบบเครือข่าย การเชื่อมต่อแบบ WIre Wireless


ที่มา : http://pirun.ku.ac.th/~b4904281/page3.html
       : http://www.chakkham.ac.th/technology/homepage/page1.html

การบ้าน
องค์ประกอบของระบบสารสนเทศมีอะไรบ้าง สัมพันธ์เกี่ยวของกันอย่างไรบ้าง
สารสนเทศมีองค์ประกอบ 6 ตัว คือ
1.ฮาทแวร์
2.ซอฟต์แวร์
3.บุคคลากร
4.ข้อมูล
5.ขั้นตอนกระบวนการ
6.การสื่อสาร ข้อมูล และระบบเครือข่าย
ความเกี่ยวเนื่องขององค์ประกอบของระบบสารสนเทศ
การจะได้มาซื้อสารสนเทศแต่ละชิ้นนั้นจะประกอบด้วย บุคคลกร ฝ่ายวิเคราะห์ออกแบบ ฝ่ายพัฒนา  ฝ่ายปฏิบัตการและบริหาร ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในกระบวนการให้ได้มาซึ่งสารสนเทศ  เมื่อตัดสินใจออกแบบและพัฒนาระบบแล้ว เลือกข้อมูลที่จะใช้ ก็จะนำข้อมูลไปสู้กระบวนการประมวลผลใช้ฮาทแวร์เป็นอุปรณ์ ที่จะจัดการกับสารสนเทศ   โดยจะมีการ รับ ข้อมูล ประมวลผล แสดงผล 
การได้มาซึ่งระบบสารสนเทศจะมีลำดับขั้นตอน ในการจัดการกับข้อมูล เช่น ขั้นตอนการลงทะเบียนเข้าใช้อินเตอร์เน็ต เป็นต้น เมื่อได้สารสนเทศมาแล้วจะต้องมีการเผยแพร่สารสนเทศ ผ่านเครือข่าย อินเตอร์เน็ต เพื่อเป้นการเผยแพร่ความรู้ต่อไป ทุกส่วนขององค์ประกอบในระบบสารสนเทศจะมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันในการได้มาซึ่งสารสนเทศ

วันอังคารที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2555

อนุทิน 4

KM ย่อมาจาก Knowledge Management
ความหมายของ Knowledge Management
          Stair (2001, 202) กล่าวว่า การบริหารจัดการความรู้ เป็นกระบวนการ รวบรวม จัดการ ความรู้ ความชํานาญไม่ว่าความรู้
นั้นจะอยู่ในคอมพิวเตอร์ ในกระดาษหรือตัวบุคคล โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อจัดการให้บุคลากรได้รับความรู้และแลกเปลี่ยนความรู้ทําให
้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมจากเดิม โดยให้เกิดประสบการณ์และความชํานาญเพิ่มขึ้น
          Tiwana (2000, 5) ให้ความหมายการบริหารจัดการความรู้ว่า หมายถึง การจัดการความรู้ในองค์กร สําหรับงานด้านธุรกิจ
           Laudon (2000, 435) กล่าวถึง Knowledge Management ว่า การบริหารจัดการความรู้ในองค์การมีความสําคัญ
เป็นพิเศษในองค์การที่มีลักษณะการบริหารงานแบบแบนราบ และแบบเครือข่าย ซึ่งในการจัดการในระดับต่างๆ จะมีการจัดการ
แยกแยะความจริงในส่วนที่จะสามารถนํามาช่วยสมาชิกในทีม ในการพัฒนางานในหน้าที่ รวมทั้งการแบ่งปันข้อมูล เพื่อพัฒนางาน
ในส่วนงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกันด้วย
            วีรวุธ มาฆะศิรานนท์ (2542, 77-78) กล่าวถึง การบริหารจัดการความรู้ ว่าการบริหารจัดการ ความรู้เป็น กระบวนการ
บริหารรูปแบบใหม่ที่เน้นในด้านการพัฒนากระบวนงานควบคู่ไปกับการพัฒนากระบวนการเรียนรู้โดยทุกกระบวนงานจะต้อง
สัมพันธ์กับความคิดสร้างสรรค์ ที่เป็นผลมาจากการขยายวง และการประสานความรอบรู้รวมถึงการฉลาดคิดไปตลอดทั่วทั้งองค์กร
อยู่ตลอดเวลา ซึ่งเท่ากับว่า องค์กรที่มีการบริหารจัดการความรู้นี้อย่างเป็นระบบ ก็จะเกิดเป็นโอกาสอันสําคัญต้อการพัฒนาให้เป็น
องค์กรที่เปี่ยมไปด้วยการทํางานอย่างฉลาดคิดและสร้างสรรค์ในที่สุด ทําให้องค์กรนั้นสามารถเผชิญกับการแข่งขันและการ
เปลี่ยนแปลงในทุกๆ รูปแบบ และสามารถฟันฝ่าอุปสรรคทั้งมวลได้เป็นอย่างดี
            ศรันย์ ชูเกียรติ (2541, 14) การจัดองค์ความรู้ในองค์กร หมายถึง การจัดการและรักษาระดับในการจัดเก็บองค์ความรู้ใน
องค์กรให้เป็นระบบ เป็นระเบียบ ตลอดจนสามารถนําไปใช้ประโยชน์ได้จริงในทางปฏิบัติ
            สรุป การบริหารจัดการความรู้ คือ ระบบบริหารจัดการความรู้ให้เป็นระเบียบ ครบถ้วน ง่ายต่อการเรียกใช้ จัดเก็บตาม
ความต้องการเก็บรักษาความรู้ให้ควบคู่กับองค์กรตลอดไป โดยนําเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการจัดการ

องค์ประกอบของ Knowledge Management
          1. คน (People) หมายถึง พนักงาน ลูกจ้าง ลูกค้า หรือผู้มีผลกระทบกับองค์กร KM จะรวบรวมว่าใครเชี่ยวชาญในด้านใดบ้าง
ถ้ามีงานใหม่เข้ามาจะมอบหมายให้ใครเป็นผู้รับผิดชอบ
           2. สถานที่ (Place) หมายถึง ที่ที่ทุกคนในองค์กรสามารถระดมความคิดร่วมกันได้ อาจอยู่ในรูปของเว็บบอร์ด การประชุม
ทางไกล หรือ โปรแกรมออนไลน์อื่นๆ ก็ได้
           3. ข้อมูล (Thing) หมายถึง ทุกสิ่งที่นำเก็บและให้ผู้ใช้เข้าถึงข้อมูลเหล่านั้นได้โดยง่าย การวิเคราะห์ แยกแยะหมวดหมู่ของข้อมูล
เป็นเรื่องสำคัญ
ประโยชน์ของ Knowledge Management
1. เพิ่มประสิทธิภาพขององค์กร
2. ป้องกันการสูญหายของภูมิปัญญา ในกรณีที่บุคลากรเกษียณอายุ ลาออก หรือเสียชีวิต
3. เพิ่มศักยภาพในการแข่งขันและความอยู่รอด
4. เป็นการลงทุนในต้นทุนมนุษย์ ในการพัฒนาความสามารถที่จะแบ่งปันความรู้ที่ได้เรียนรู้มาให้กับคนอื่นๆ ในองค์กร และนำความรู้ไปปรับใช้
้กับงานที่ทำอยู่ให้เกิดประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น เป็นการ พัฒนาคน และพัฒนาองค์กร
5. ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการตัดสินใจและวางแผนดำเนินงานให้รวดเร็ว และดีขึ้น เพราะมีสารสนเทศ หรือแหล่งความรู้เฉพาะที่มี
หลักการ เหตุผลและน่าเชื่อถือช่วยสนับสนุนการตัดสินใจ
6. ผู้บังคับบัญชาสามารถทำงานเชื่อมโยงกับผู้ใต้บังคับบัญชาให้ใกล้ชิดกันมากขึ้น ช่วยเพิ่มความกลมเกลียวในหน่วยงาน
7. เมื่อพบข้อผิดพลาดจากการปฏิบัติงาน ก็สามารถหาวิธีแก้ไขได้ทันท่วงที
8. แปรรูปความรู้ให้เป็นทุน ซึ่งเป็นการสร้างความท้าทายให้องค์กรผลิตสินค้าและบริการจากความรู้ที่มี เพื่อเพิ่มคุณค่า และรายได้ให้กับองค์กร
9. เพื่อการสร้างสรรค์ และบรรลุเป้าหมายของจินตนาการที่ยิ่งใหญ่
10. เปลี่ยนวัฒนธรรม จาก วัฒนธรรมอำนาจ / แนวดิ่ง สู่ วัฒนธรรมความรู้ / แนวราบ
11. ความสามารถในการปรับตัวและความยืดหยุ่น
12. การจัดการความรู้ช่วยให้องค์กรมีความเข้าใจลูกค้า แนวโน้มของการตลาด และการแข่งขันทำให้เพิ่มโอกาสในการแข่งขัน
13. การพัฒนาทรัพย์สินทางปัญญาเป็นการพัฒนาความสามารถขององค์กรในการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญาที่มีอยู่
14. การยกระดับผลิตภัณฑ์ การนำการจัดการความรู้มาใช้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและบริการ
15. การบริหารลูกค้า การศึกษาความสนใจและความต้องการของลูกค้าจะเป็นการสร้างความพึงพอใจและเพิ่มยอดการขาย และการสร้างรายได้
16. การลงทุนทางทรัพยากรบุคคล การเพิ่มความสามารถในการแข่งขันการเรียนรู้ร่วมกัน
ที่มา http://social.cru.in.th/local/Km.html
ความรู้เมื่อผ่านวันเวลาอันยาวนานก็อาจจะเลือนหายไป ดังนั้น เราจึงจัดเก็บความรู้นั้นไว้ให้อยู่นานๆ นั้นคือเก็บไว้ในหน่วยความจำของคอมพิวเตอร์
แล้วเมือมี ความรู้เยอะๆ เราจึงจำเป็นต้องมีการจัดการ ความรู้นั้นให้เป็นระเบียบ เพื่อง่ายต่อการใช้งาน
ข้อมูล -- ผ่านการประมวลผล เป็นสารสนเทศ --- ความรู้ เข้าใจรูปแบบความสัมพันธ์ --- ปัญญา เข้าใจหลักการ
ความรู้นั้นมี 2 ประเภท
ความรู้โดยนัย เป้นเรื่องที่เรารู้จากการลงมือทำ ฝึกทักษะ  เช่น การลองซ่อมคอม
ความรู้ชัดแจ้ง คือ ความรู้ที่บันทึกไว้เป็นตัวอีกษร เช่น เว็บไซท์
หัวใจของ KM คือการเผยแพร่ความรู้

วันเสาร์ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2555

อนุทิน 3 3/1/2555

ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ "การบริหารจัดการ" ประกอบด้วย 4 M
Man : บุคคล ,  Mangement : การจัดการ
Money : เงินทุน , Material : วัตถุดิบ
แต่ในปัจจุบันนี้ แค่ 4 M อาจจะไม่พอแล้วจะต้องมรส่วนผสมอื่นเพิ่มเข้ามาอีก
คำว่าองค์การ กับองค์กร แตกต่างกันที่ องค์การคือศูนย์กลางของกิจการที่ประกอบกันขึ้นเป็นหน่วยใหญ่ แต่องค์กร เป็นส่วนประกอบของหน่วยใหญ่ ที่ทำหน้าที่สัมพันธ์กันหรือขึ้นตรงต่อกัน
ใน MIS มีจะมีกระบวนการ รับข้อมูลเข้า เรียกว่า input แล้วประมวลผลข้อมูล เรียกว่า Process และได้ผลผลิต เป็น output 
ประเภทของการประมวลผล
ลักษณะของการดำเนินงานประมวลผล
1.Manual Data processing มนุษย์เป็นหลักในการดำเนินงานทั้งหมด
2. Electronic Data processing , Automated Data processing  เป็นการประมวลผลแบบอัตโนมัติควบคุมหน่วยประมวลผลกลาง
ช่วงเวลาในการประมวลผล มี 3 แบบ แล้วแต่จะเลือกใช้
1.การประมวลผลแบบ แบทซ์ เป้นการเก็บข้อมูลทีละมากๆ แล้วมาประมวลผลที่หลังครั้งเดียว
2.การประมวลผลแบบ ออนไลท์ เป็นการประมวลผลทันทีที่รับข้อมูลเข้า เช่น เครื่อง ATM
3.การประมวลผลแบบ เรียวไทม์ เป็นการประมวลผลทันทีที่เกิดข้อมูล โดยคอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์ต่อพ่วง โดยมนุษย์ไม่ต้องป้อนข้อมูล
นวัตกรรมระบบสารสนเทศแบ่งออกได้ 3 ระยะ
1.ประดิษฐ์คิดค้น
2.การพัฒนา
3.นำระบบสารสนเทศไปใช้
การจัดการแนวใหม่ในยุคสารสนเทศ
1.ต้องมีระบบการจัดการที่ดี
2.มีการจัดการดครงสร้างที่คล้อมตัว โดยมี IT ช่วยในการสับสนุนการบริหาร
3.การเสริมอำนาจคนงานให้มีประสิทธิภาพในการแข่งขันโดยพัฒนาทักษะ ให้กับพนักงาน
ระบบสารสนเทศในองค์กร
1. ระบบสารสนเทศประมวลผลรายการการเปลี่ยนแปลง (Transaction Processing Systems: TPS)
บุคคลระดับปฏิบัติการนำข้อมูลมาตรวจสอบ ก่อนนำเข้าสู้ระบบสารสนเทศ
 2. ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ (Management Information System: MIS) ผู้บริหารระดับต้นนำสารสนเทศมาใช้
3.  ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ (Decision Support Systems: DSS) ผู้บริหารระดับต้นและระดับกลางนำข้อมูลมาใช้วิเคราะห์แล้วส่งต่อให้ผู้บริหาร
4. ระบบสารสนเทศสำหรับผู้บริหารระดับสูง (Executive Information Systems: EIS หรือ Executive Support Systems: ESS)
5. ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) และระบบผู้เชี่ยวชาญ (Expert Systems: ES)รวมภูมิปัญญาขององค์กร
6. ระบบสารสนเทศสำนักงาน (Office Information Systems: OIS) อาศัยสำนักงานอัตโนมัติ ในการทำงานร่วมกับ อุปกรณ์พ่วง คอมพิวเตอร์

การบริหารสถานศึกษาอาชีว มีภารกิจหลักดังนี้
1.บริหารงานบุคลากร :นำข้อมูลสารสนเทศมาทำฐานข้อมูล
2.บริหารงานธุรการ   : จัดทำเอกสารอิเล็กทรอนิกส์
3.บริหารงานการเงินและการบัญชี : ช่วยทำงานบัยชี เช่นระบบบัยชี 3 มิติ
4.บริหารงานวิชาการ : จัดตารางสอน ข้อมูลนักเรียน ระบบบริหารวิชาการศึกษา
บริหารงานแผนและประกันสุขภาพ : ประกันคุณภาพ

    การเรียนในวันนี้ทำให้รู้จักระบบการจัดการสาารสนเทศมากยิ่งขึ้นอีกทั้งยังได้เห็นถึงกระบวนการนำไปใช้งาน ในการจัดการศึกษา และเข้าใจในกระบวนการจัดการยุคสารสนเทศ  และการนำสารสนเทสไปใช้ในระดับบุคคลต่างๆ
    การเรียนในวันนี้อาจารย์ สรุปเนื้อหาได้ชัดเจนมากเห็นภาพชัดเจน มีการสอดแทรงองค์ความรู้ในเรื่องต่างๆให้เข้ากับเนื้อหา พร้อมทั้งยกตัวอย่างทำให้ผู้เรียนเข้าใจมากยิ่งขึ้น

การบ้าน
แนวคิดทฤษฎีอาชีวศึกษา Prosser's Sixteen Theorems ของ Charles A. Prosser (1925)

1. ต้องจัดสภาพแวดล้อมการเรียนการสอนให้เหมือนกับสถานที่ทำงานจริง
2. ต้องสอนกระบวนการ การใช้เครื่องมือและเครื่องจักร ให้เหมือนกับที่ใช้ในการทำงานจริง และผู้สอนต้องมีประสบการณ์ในการทำงานนั้นมาก่อน
3. ต้อง ฝึกฝนให้ผู้เรียนมีอุปนิสัยการคิดแก้ปัญหาอย่างมีระบบ และมีทักษะการปฏิบัติที่ถูกต้องเหมาะสมกับแต่ ละสาขาอาชีพ โดยควรคำนึงถึงระยะเวลาในการฝึกฝนที่เพียงพอกับการสร้างอุปนิสัยดังกล่าว
4. ต้อง คำนึงถึงความสนใจ ความถนัด เชาว์ปัญญาของผู้เรียนแต่ละคนและส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาศักยภาพของ ตนเองได้สูงสุดตามความสามารถของแต่ละคน
5. ควรมุ่งเฉพาะกลุ่มผู้สนใจจริง หรือกลุ่มผู้ที่มีความสามารถใช้วิชาชีพนั้นๆ ที่ได้เรียนมาในการพัฒนางานอาชีพของตนเองได้
6. ต้องฝึกฝนทักษะอาชีพบ่อยๆ และมากเพียงพอที่จะสร้างอุปนิสัยการคิดแก้ปัญหา และทักษะพื้นฐานที่จำเป็นต่อการทำงานในสายงานอาชีพ
7.  ผู้สอนควรมีประสบการณ์การท างานจริงมาก่อนในสาขาอาชีพที่ตนสอน ทั้งด้านทักษะการปฏิบัติ และความรู้
8. ต้องสามารถสร้างคนให้มีความสามารถ บุคลิกภาพ และคุณธรรมที่สอดคล้องกับความต้องการของนายจ้างและตลาดแรงงานบทที่ 2 ระบบสารสนเทศในองค์กร 35
9. ต้องคำนึงถึงความต้องการของตลาดแรงงาน สังคมและชุมชนเป็นหลัก ถึงแม้ว่าการฝึกอบรมอาชีพบางประเภทจะมีความน่าสนใจ
10. ต้องฝึกฝนทักษะวิชาชีพให้กับผู้เรียนอาชีวศึกษาตามสภาพที่เป็นจริง ไม่ควรฝึกด้วยแบบฝึกหัดจำลอง
11. ต้องให้ข้อมูล ความรู้ที่เชื่อถือได้สำหรับการฝึกฝนอาชีพ และต้องมาจากประสบการณ์ของผู้รอบรู้ในอาชีพนั้น ๆ เท่านั้น
12. ควร คำนึงถึงเนื้อหาวิชาต่าง ๆ ที่นำมาสอน ต้องให้สอดคล้องและใช้ประโยชน์ได้ในสาขาอาชีพนั้น ๆ เนื่องจากในทุก ๆ สาขาอาชีพต่างมีเนื้อหาความรู้เฉพาะ
13.  ควร จัดการศึกษาให้ตรงกับตามความต้องการของแต่ละคน หรือแต่ละกลุ่มในช่วงเวลาที่เขาต้องการ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ทันต่อความ ต้องการ ซึ่งจะส่งผลดีโดยรวมต่อสังคม
14. ควร ให้ความสำคัญกับความสนใจ ความถนัด และความสามารถของแต่ ละคน ที่เหมาะสมกับการเรียนในแต่ ละสาขาอาชีพ มากกว่าระดับคะแนน หรือระดับไอคิวของผู้เรียน และควรมีกระบวนการแนะแนวที่เหมาะสม
15.  ควร มีความยืดหยุ่นสำหรับโครงสร้างของเนื้อหาหลักสูตร และการสอน ไม่ควรยึดโครงสร้างที่ตายตัวและไม่ ปรับตัว เพราะสาขาอาชีพและเทคโนโลยีจะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
16. ควร มีความพร้อมของงบประมาณที่เพียงพอต่อการจัดการศึกษาเนื่องจากต้องใช้ต้นทุน ต่อหัวของผู้เรียนอาชีวศึกษาสูงกว่าการศึกษาขั้นพื้นฐานมาก และเน้นผลิตคนให้มีคุณภาพ มิฉะนั้นจะเป็นการลงทุนที่ไม่คุ้มค่า
ที่มา www.oocities.org/voed45/prosser_16_theorems.ppt

แยกเป็น Input  Process Output 




Input  
5. ควรมุ่งเฉพาะกลุ่มผู้สนใจจริง หรือกลุ่มผู้ที่มีความสามารถใช้วิชาชีพนั้นๆ ที่ได้เรียนมาในการพัฒนางานอาชีพของตนเองได้ 
7.  ผู้สอนควรมีประสบการณ์การทำงานจริงมาก่อนในสาขาอาชีพที่ตนสอน ทั้งด้านทักษะการปฏิบัติ และความรู้
13.  ควร จัดการศึกษาให้ตรงกับตามความต้องการของแต่ละคน หรือแต่ละกลุ่มในช่วงเวลาที่เขาต้องการ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ทันต่อความ ต้องการ ซึ่งจะส่งผลดีโดยรวมต่อสังคม
14. ควร ให้ความสำคัญกับความสนใจ ความถนัด และความสามารถของแต่ ละคน ที่เหมาะสมกับการเรียนในแต่ ละสาขาอาชีพ มากกว่าระดับคะแนน หรือระดับไอคิวของผู้เรียน และควรมีกระบวนการแนะแนวที่เหมาะสม

15.  ควร มีความยืดหยุ่นสำหรับโครงสร้างของเนื้อหาหลักสูตร และการสอน ไม่ควรยึดโครงสร้างที่ตายตัวและไม่ ปรับตัว เพราะสาขาอาชีพและเทคโนโลยีจะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

Process 
1. ต้องจัดสภาพแวดล้อมการเรียนการสอนให้เหมือนกับสถานที่ทำงานจริง
2. ต้องสอนกระบวนการ การใช้เครื่องมือและเครื่องจักร ให้เหมือนกับที่ใช้ในการทำงานจริง และผู้สอนต้องมีประสบการณ์ในการทำงานนั้นมาก่อน
3. ต้อง ฝึกฝนให้ผู้เรียนมีอุปนิสัยการคิดแก้ปัญหาอย่างมีระบบ และมีทักษะการปฏิบัติที่ถูกต้องเหมาะสมกับแต่ ละสาขาอาชีพ โดยควรคำนึงถึงระยะเวลาในการฝึกฝนที่เพียงพอกับการสร้างอุปนิสัยดังกล่าว
4. ต้อง คำนึงถึงความสนใจ ความถนัด เชาว์ปัญญาของผู้เรียนแต่ละคนและส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาศักยภาพของ ตนเองได้สูงสุดตามความสามารถของแต่ละคน

6. ต้องฝึกฝนทักษะอาชีพบ่อยๆ และมากเพียงพอที่จะสร้างอุปนิสัยการคิดแก้ปัญหา และทักษะพื้นฐานที่จำเป็นต่อการทำงานในสายงานอาชีพ
9. ต้องคำนึงถึงความต้องการของตลาดแรงงาน สังคมและชุมชนเป็นหลัก ถึงแม้ว่าการฝึกอบรมอาชีพบางประเภทจะมีความน่าสนใจ
10. ต้องฝึกฝนทักษะวิชาชีพให้กับผู้เรียนอาชีวศึกษาตามสภาพที่เป็นจริง ไม่ควรฝึกด้วยแบบฝึกหัดจำลอง
11. ต้องให้ข้อมูล ความรู้ที่เชื่อถือได้สำหรับการฝึกฝนอาชีพ และต้องมาจากประสบการณ์ของผู้รอบรู้ในอาชีพนั้น ๆ เท่านั้น
12. ควร คำนึงถึงเนื้อหาวิชาต่าง ๆ ที่นำมาสอน ต้องให้สอดคล้องและใช้ประโยชน์ได้ในสาขาอาชีพนั้น ๆ เนื่องจากในทุก ๆ สาขาอาชีพต่างมีเนื้อหาความรู้เฉพาะ


Output
8. ต้องสามารถสร้างคนให้มีความสามารถ บุคลิกภาพ และคุณธรรมที่สอดคล้องกับความต้องการของนายจ้างและตลาดแรงงานบทที่ 2 ระบบสารสนเทศในองค์กร 35
16. ควร มีความพร้อมของงบประมาณที่เพียงพอต่อการจัดการศึกษาเนื่องจากต้องใช้ต้นทุน ต่อหัวของผู้เรียนอาชีวศึกษาสูงกว่าการศึกษาขั้นพื้นฐานมาก และเน้นผลิตคนให้มีคุณภาพ มิฉะนั้นจะเป็นการลงทุนที่ไม่คุ้มค่า


กฏหมายเกี่ยวกับการประกันคุนภาพการศึกษา

มาตรา 47 วรรคสอง แห่ง พระราชบัญญัติ การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และ มาตรา 74 แห่ง พระราชบัญญัติ การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พระราชบัญญัติ การศึกษาแห่งชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการออกกฎกระทรวงไว้ ดังต่อไปนี้

หมวด 1 ระบบการประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา
ข้อ 2 ให้สถานศึกษาจัดให้มีระบบการประกันคุณภาพการศึกษาในสถานศึกษา เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ผู้เกี่ยวข้องว่าผู้เรียนทุกคนจะได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพจากสถานศึกษา เพื่อการพัฒนาความรู้ความสามารถ และคุณลักษณะที่พึงประสงค์ตามมาตรฐานการศึกษาที่กำหนดในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างเต็มศักยภาพ
ระบบการประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา เป็นส่วนหนึ่งของการบริหารการศึกษา ซึ่งเป็นกระบวนการพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่อง ประกอบด้วย
(1) การจัดระบบบริหารและสารสนเทศ
(2) การพัฒนามาตรฐานการศึกษา
(3) การจัดทำแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษา
(4) การดำเนินงานตามแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษา
(5) การตรวจสอบและทบทวนคุณภาพการศึกษา
(6) การประเมินคุณภาพการศึกษา
(7) การรายงานคุณภาพการศึกษาประจำปี
(8) การผดุงระบบการประกันคุณภาพการศึกษา
การดำเนินการตามวรรคสอง ให้สถานศึกษายึดหลักการมีส่วนร่วมของชุมชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยการส่งเสริม สนับสนุน และกำกับดูแลของหน่วยงานต้นสังกัด

ที่มา  http://www.kodmhai.com/Kkat/NKkat/Nkkat-9/New1/N4.html#t2






วันเสาร์ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2554

อนุทิน 2 26/12/2554

ข้อมูล เมื่อผานการประมวลผลแล้วได้สารสนเทศ เผื่อให้ผู้บริหารนำ สารสนเทศนั้นไปใช้ในการ
ตัดสินใจได้

 ระบบสารสนเทสเพื่อการจัดการ คือ คำที่ครอบคลุม ข้อมูลส่วนบุคคล
เทคโนโลยีใหม่ๆ และ กระบวนการ คือ เรียกว่าระบบการจัดการ ซึ่ง กล่าวถึงการ
 ใช้อ้างถึง การจัดการสารสนเทศ กรรมวิธีที่เป็นแบบอัตโนมัติในรูปแบบ
อิเล็กทรอนิกส์เพื่อให้ไม่เกิดการสูยหายของข้อมูลและพร้อมนำมาใช้งาน ในการตัดสินใจของผู้บริหารต่อไป
 แนวคิดของระบบ หมายถึง กรอบของงานที่อธบาย ให้เราเข้าใจ ถึงปัญหาของ
สิ่งนั้นๆ ในระบบอาจมีการใส่ข้อมูลตัวเดียวหรือหลายตัว เช่นระบบการจัดการทางธุรกิจ
ข้อมูลเป้นข้อเท็จจริง ไม่สามารถนำมาใช้ในการตัดสินใจได้เลย เป็นฐานระดับ

เทคดนโลยีเป็น ข้อมูล ที่มาจากการเก้บข้อมูลจริง หลายๆชุดมีความแปรปรวนได้
สารสนเทศ มีการนำเสนอ สามารถข้าใจได้ง่าย ใช้ในการตัดสินใจได้ เป้นพื้นฐานทางธุรกิจ มาจากการประมาลผลของข้อมูล
 ประโยชน์ของระบบสารสนเทศ
-เพิ่มประสิทธภาพในการดำเนินงาน
-เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน
-สร้างโอกาสในการติดต่อลูกค้า
-บริการที่ดียิ่งขึ้น
-พัฒนาผลิตภัณฑ์
-ลูกค้าสามารถเข้ามาดูขอมูล ของบริษัทได้
-มีการรักษาความปลอดภับของข้อมูล
ระบบสารสนเทส อำนวยความสะดวกในการจัดการให้ง่ายยิ่งขึ้น

           ข้อเสนอแนะ
วันนี้เรียนเนื้อหาเยอะยังไงไม่รู้คะ อาจารย์เรียกถามด้วย ทำให้ตื่นเต้นเกินไปว่าจะโดนเรียกด้วย
  วันนี้วันที่ 1/1/2555 สวัสดีปีใหม่คะอาจารย์


คำถาม
กิจกรรมอภิปรายกลุ่ม consumer Education 01179212
1. MIS มีความสำคัญต่อการอาชีวศึกษาอย่างไร

พรบ อาชีว 2551 กล่าวว่า การอาชีวศึกษาหมายถึง กระบวนการศึกษาเพื่อผลิตและพัฒนากำลังคนในด้านวิชาชีพและระดับเทคนิค ระดับเทคโนโลยี (เป็น วิทยาการ + ศิลป์) MIS เป้นระบบการจัดการที่นำมาใช้เพื่อการจัดการ การอาชีวศึกษาให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
2.จงวิเคราะห์สภาพปัญหาของMISที่เกิดขึ้นกัน สอศ
2.วิเคาระห์ปัญหาของ MIS ใน สอศ
1.MIS เพื่อบริหารจัดการ
-ต้องใช้เวลาในการทำงาน เวลาในการคิดMIS จะเสร็จทันควมต้องการใช้หรือไม่
-ข้อมูลบางอย่างยังไม่เป็นสารสนเทศจึงยังไม่สามารถนำมาใช้ในการตัดสินใจได้ทันที
-ความซ้ำซ้องของข้อมูล
-ยังไม่มีข้อมูลที่ตอบสนองความต้องการของแต่ละองกรณ์อย่างเพียงพอ
ดังนั้นจากสภาพปัญหาดังกล่าว เพื่อตอบสนองความต้องการข้อมูงสารสนเทศอย่างทันทวงทีของผู้บริหารจึงต้องมีการเก้บรวบรวมข้อมูลอยู่ตลอกเวลาเพื่อให้เกิดความทันสมัยและมีการพัฒนาระบบสารสเทศอย่างสม่ำเสมอ รวมถึง ออกแบบระบบให้เพียงพอต้องความต้องการในอนาคต
2.ด้านการพัฒนาบุคลากร ICT ในปัจจุบัน ในปัจจุปันนี้ การเรียนการสอนมีความก้าวหน้าและหลากหลาย มีการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้อย่างก้าวไกล จึงเกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและไม่จำกัด แม้เวลา และสถานที่ ในการเรียนรู้ บุคลากรทางด้าน ICT ก็เติบโต้ไม่แพ้การศึกษาที่ขยายออกเป็นวงกว้าง จึงมีบุคลากรทางด้วน ICT มากขึ้นเพื่อรองรับความต้องการทางทรัพยากรณ์บุคคลในอนาคต
3.ด้านความต้องการระบบสารสนเทศ
ในขณะนี้ ระบบสารสนเทสได้ถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อตอบสนองความต้องการนี้ ในอนาคตจึงจะมีระบบใหม่ๆเกิดขึ้นเพียงพอต่อความทันสมัยของวิทบาการและความต้องการของตลาด
3.จงอธิบายกระบวนการทำงานของระบบสารสนเทศกับลักษณะของคอมพิวเตอร์มีความเหมือนและแตกต่างกันอย่างไร
กระบวนการทำงานของระบบสารสนเทศและคอมพิวเตอร์ มีการ รับข้อมูลเข้า  และมีกระบวนการประมวลผลข้อมูล และแสดงผลออกมา และมีผลย้อนกลับเหมือนกัน แต่ส่วนที่แตกต่างกันจะอยู่ที่ ข้อมูลที่ป้อนเข้ามาในระบบสารสนเทศนั้น มาจากหลายๆทาง ทรัพพายเอ้อ  สภาพแวดล้อม ลูกค้า ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ฯลฯ ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องนำมาพิจารณาในระบบสารสนเทสทั้งสิ้น

วันเสาร์ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2554

อัตลักษณ์และเอกลักษณ์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และคณะศึกษาศาสตร์

อัตลักษณ์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มุ่งสร้างศาสตร์แห่งแผ่นดิน เพื่อความกินดีอยู่ดีของชาติ
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ = มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์อันเป้นแหล่งรวมบุคลากรและองค์ความรู้
ศาสตร์แห่งแผ่นดิน           = ความหลาดหลายของสาขาวิชาอันเป็นบูรณาการเกี่ยวข้องกับ              การเกษตร   ธรรมชาติ มนุษย์บนผืนแผ่นดิน
ความกินดีอยู่ดีของชาติ     = ความเจริญเติบโตของเศรษฐกิจ ความเข้มแข็งของสังคม ความสมดุลของสิ่งแวดล้อมและความมั่นคงโดยเฉพาะอย่างยิ่งความมั่งคงด้านอาหารของชาติ ซึ่งหมายครอบคลุมถึงประชาชนและผืนแผ่นดิน

เอกลักษณ์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
สำนึกดี มุ่งมัน สร้างสรรค์ สามัตคี
สำนึกดี      = มีจิตใจที่ดีงาม มีความซื่อสัตย์สุจริต มีคุณธรรม มีจริยธรรม
 มุ่งมัน       = มีความตั้งใจมั่น มีความอดทน มีความวิริยะอุตสาหะ มุ่งผลสำฤทธฺ์ในการทำงาน        และ ปฏิบัติงานด้านใดๆ
สร้างสรรค์  = เป็นผู้ใฝรู้ มีความขวนขวายแสวงหาความรู้มีความสามารถในการสร้างมูลค่าและคุรค่า  จากความรู้มีการสร้างนวัตกรรม
 สามัตคี     = มีความร่วมมือร่วมใจ รู้จักประนีประนอม สามารถทำงานเป้นทีมและสามารถบูรณาการเชื่อมโยงในด้านต่างๆได้อย่างเหมาะสม
ที่มา http://www.office.eco.ku.ac.th/document/IDKU54.pdf
เอกลักษณ์ของคณะศึกษาศาสตร์ 
คณะศึกษาศาสตร์ มุ่งผลิตบัณฑิตให้มีจิตวิญญาณความเป็นครู เชี่ยวชาญการสอน  และการวิจัย

     อัตลักษณ์ ของคณะศึกษาศาสตร์ 
 สำนึกดี          หมายถึง    มีความซื่อสัตย์ พอเพียงและมีวินัย
   มุ่งมั่น            หมายถึง    สู้งาน
   สร้างสรรค์     หมายถึง    ใฝ่รู้ พัฒนาวิชาชีพ
   สามัคคี         หมายถึง     ร่วมมือร่วมใจ 

  ที่มา: http://www.edu.ku.ac.th/index.asp

วันศุกร์ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2554

อนุทิน 1

 อนุทิน ครั้งที่ 1                                                                        19/12/2554
ความเป็นมา ของ MIS สำหรับอาชีวศึกษา
พรบ อาชีว 2551 กล่าวว่า การอาชีวศึกษาหมายถึง กระบวนการศึกษาเพื่อผลิตและพัฒนากำลังคนในด้านวิชาชีพและระดับเทคนิค ระดับเทคโนโลยี (เป็น วิทยาการ + ศิลป์)
การฝึกอบรมวิชาชีพหมายถึง การเพิ่มพูนความรู้และทักษะ มีทั้งอบรมในระยะสั้นและอบรมในระยะยาว ทั้งภายในและภายนอก สถานศึกษา เป้นการฝึกเกี่ยวกับความรู้ที่ไม่มีในบทเรียนเฉพาะ  เช่นการฝึกประสบการณ์วิชาชีพ
พรบ มาตรา 10 ข้อ 7 ให้มีการพัฒนาครูอย่างต่อเนื่องให้ทันต่อเทคโนโลยี
พรบ การศึกษาแห่งชาติ หมวด 9 ให้มีการพัฒนา บุคลากร ทั้งด้านการผลิตและผู้ใช้เทคโนโลยีเพื่อนการศึกษาเพื่อให้มีความรู้ความสามารถในการผลิตรวมทั้งเทคโนโลยีที่เหมาะสม มีคุณภาพและประสิทธิภาพ

สื่อ online เช่น โปรแกรม skype 
สื่อ offline เช่น  CAIที่อยู่ในแผ่น CD
ความสำคัญของสารสนเทศ
ในแม่บท ICT ของ สอศ 2552 - 2556 กล่าวแบบบูรณาการ ยุทธศาสตร์ 4 ประเด็น
1.ผลิต สร้างเสริม ทรัพยากรบุคคลด้าน ICT
2.ด้านการใช้ICT ส่งเสริมการเรียนการสอนการให้บริการอาชีว
3.ใช้ ICT บริหารจัดการอาชีวศึกษา
4.ด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ICT และรักษาความปลอดภัยของระบบ ICT ในแม่บทไปสู่การฝึกปฏิบัติได้อย่างถูกค้องเต็มรูปแบบ
ประเด็นสำคัญของแผ่นICT ของศอส
1.การประยุกต์ใช้ ICT ในการพัฒนาคุณภาพและประสิทธิภาพการจัดการเรียนการสอนและการเรียนรู้
2.เพื่อประยุกต์ใช้ ICT ในการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการและให้บริการด้านอาชีวศึกษา
3.การผลิตและพัฒนาบุคลากร ด้าน ICT ให้มีศักยภาพ สอดคล้องกับการพัฒนา ICTของประเทส
4.ให้มีการกระจายโครงสร้างพื้นฐาน ICT ที่เกี่ยวกับระบบคอมพิวเตอร์ ซอฟแวร์ปฏิบัติการและบุคลากรสำหรับพัฒนาการจัดการเรียนการสอน
*COM ED คือ เอา คอมพิวเตอร์มาใช้ใรการจัดการเรียนการสอน
วิเคาระห์ปัญหาของ MIS ใน สอศ
1.MIS เพื่อบริหารจัดการ
-ต้องใช้เวลาในการทำงาน เวลาในการคิดMIS จะเสร็จทันควมต้องการใช้หรือไม่
-ข้อมูลบางอย่างยังไม่เป็นสารสนเทศจึงยังไม่สามารถนำมาใช้ในการตัดสินใจได้ทันที
-ความซ้ำซ้องของข้อมูล
-ยังไม่มีข้อมูลที่ตอบสนองความต้องการของแต่ละองกรณ์อย่างเพียงพอ
2.ด้านการพัฒนาบุคลากร ICT ในปัจจุบัน
3.ด้านความต้องการระบบสารสนเทศ

ข้อเสนอแนะ
อาจารย์อธบายเนื้อหาในการเรียน การสอบ ภาระงานให้เห็นภาพชัดเจน สอนไม่เร็วเกิดไป อธบายได้เห็นภาพดีคะ


ความหมายมของ MIS

What is MIS ?
 MIS ย่อมาจาก Management Information System หรือ ระบบสารสนเทศเพื่อการบริหาร 
ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ หมายถึง ระบบที่รวบรวมและจัดเก็บข้อมูลจากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ         ทั้งภายในและภายนอกองค์การอย่างมีหลักเกณฑ์ เพื่อนำมาประมวลผลและจัดรูปแบบให้ได้สารสนเทศที่ช่วยสนับสนุนการทำงานและการตัดสินใจในด้านต่าง ๆ ของผู้บริหารเพื่อให้การดำเนินงานขอองค์การเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยที่เราจะเห็นว่า MISจะประกอบด้วยหน้าที่หลัก 2 ประการ
1. สามารถเก็บรวบรวมข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ ทั้งจากภายในและภายนอกองค์การมาไว้
ด้วยกันอย่างเป็นระบบ
2. สามารถทำการประมวลผลข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ได้สารสนเทศที่ช่วย
สนับสนุนการปฏิบัติงานและการบริหารงานของผู้บริหาร

ดังนั้นถ้าระบบใดประกอบด้วยหน้าที่หลักสองประการ ตลอดจนสามารถปฏิบัติงานในหน้าที่หลักทั้งสองได้อย่างครบถ้วนและสมบูรณ์ ระบบนั้นก็สามารถถูกจัดเป็นระบบ MIS ได้ ระบบ MIS ไม่จำเป็นที่จะต้องสร้างขึ้นจากระบบคอมพิวเตอร์
MISอาจสร้างขึ้นมาจากอุปกรณ์อะไรก็ได้ แต่ต้องสามารถปฏิบัติหน้าที่หลักทั้งสองประการได้อย่างครบถ้วนและสมบูรณ์
 แต่เนื่องจากปัจจุบันคอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพในการจัดการข้อมูล นักวิเคราะห์และออกแบบระบบ(System Analyst and Designer ) จึงออกแบบระบบสารสนเทศให้มีคอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์หลักในการจัดการสารสนเทศ


ที่มา  http://www.thaigoodview.com/node/105174

DATA ?
ข้อมูล หมายถึง ข้อเท็จจริงที่ได้จากเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในองค์กร ก่อนที่จะมีการจัดการให้อยู่ในรูปแบบที่คนเข้าใจหรือสามารถนำไปใช้งานได้

INFORMATION  ?
สารสนเทศ  หมายถึง ข้อมูลที่ได้ผ่านการประมวลผลและการจัดการแล้วให้อยู่ในรูปแบบที่มีความหมายหรือเป็นประโยชน์ต่อคนหรือองค์กร


ที่มา  http://accsriphat.blogspot.com/2011/12/blog-post_16.html

ความรู้ที่ได้รับ 
MIS คือ ระบบ ที่รวบรวมข้อมูลที่ทันสมัย สามารถใช้ในการตัดสินใจ ของผู้บริหารได้
DATA คือ ข้อเท็จจริง ข้อมูลที่ยังไม่ผ่านการประมาลผลไม่สามารถนำมาใช้ตัดสินใจได้
INFORMATION คือ ข้อมูลที่ผ่านการประมวลผลแล้ว สามารถนำมาใช้ในการตัดสินใจของผู้บริหารได้
DATA VSINFORMATION  ต่างกันที่ สารสนเทศ คือข้อมูลที่ผ่านการประมวลผลแล้ว สามารถนำมาใช้ได้เลย